ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2568 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ กฎหมายฉบับนี้ยกเลิกกฎกระทรวง พ.ศ. 2548 และครอบคลุมโรงงาน 24 ประเภท โดยกำหนดให้การตรวจวัดค่าความเข้มกลิ่นต้องใช้วิธีการวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดม หรือ Sensory Test เป็นวิธีหลักตามที่รัฐมนตรีกำหนด
สิ่งที่เปลี่ยนไปจากฉบับเดิมไม่ใช่แค่ตัวเลขมาตรฐาน แต่คือความชัดเจนของกรอบการตรวจวัดที่โรงงานต้องปฏิบัติตามเมื่อถูกตรวจสอบหรือเมื่อมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น โรงงานที่ยังไม่เคยทำ Sensory Test อย่างเป็นระบบจึงอาจพบว่าตัวเองไม่มีข้อมูลที่พร้อมรองรับสถานการณ์เหล่านี้

Sensory Test คืออะไร และทำไมถึงเป็นวิธีที่กฎหมายอ้างอิง
Sensory Test คือการทดสอบกลิ่นโดยใช้มนุษย์เป็นผู้ประเมินภายใต้กระบวนการที่ควบคุมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การให้ใครก็ได้ดมแล้วบอกว่ากลิ่นแรงหรือไม่แรง แต่เป็นการเก็บตัวอย่างอากาศจากแหล่งกำเนิด นำมาเจือจางด้วยอากาศบริสุทธิ์ในระดับต่าง ๆ แล้วให้ผู้ทดสอบที่ผ่านการคัดเลือกประเมินว่าเริ่มรับรู้กลิ่นได้ที่ความเจือจางระดับใด ผลที่ได้คือค่าความเข้มข้นของกลิ่นที่สะท้อนการรับรู้จริงของมนุษย์
เหตุผลที่กฎหมายเลือกอ้างอิงวิธีนี้เป็นหลักเพราะกลิ่นรบกวนคือปัญหาที่ชุมชนรับรู้ ไม่ใช่ตัวเลขสารเคมีอย่างเดียว การใช้มนุษย์ประเมินภายใต้ขั้นตอนมาตรฐานจึงสะท้อนผลกระทบที่ชุมชนรับรู้ได้ใกล้เคียงความจริงกว่าการวัดด้วยเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
ค่ามาตรฐานที่กฎกระทรวง 2568 กำหนด
กฎกระทรวง 2568 กำหนดค่าความเข้มกลิ่นสูงสุดที่โรงงานระบายออกได้ โดยแบ่งตามพื้นที่ตั้ง ดังนี้
- ในเขตอุตสาหกรรม ค่าความเข้มกลิ่นที่ริมรั้วต้องไม่เกิน 15 OU/m³
- นอกเขตอุตสาหกรรม ค่าความเข้มกลิ่นที่ริมรั้วต้องไม่เกิน 10 OU/m³
กฎหมายยังกำหนดด้วยว่า ห้ามโรงงานใช้วิธีเจือจางอากาศเพื่อให้ค่ากลิ่นลดลง แต่ต้องบำบัดที่แหล่งกำเนิดจริง การตรวจวัดเพื่อพิสูจน์ว่าไม่เกินเกณฑ์เหล่านี้ต้องใช้ Sensory Test ตามวิธีที่กำหนด ไม่ใช่การประเมินด้วยความรู้สึก
โรงงานกลุ่มใดที่กฎกระทรวง 2568 ครอบคลุมบ้าง
กฎกระทรวง 2568 บังคับใช้กับโรงงาน 24 ประเภทที่ระบุในบัญชีท้ายกฎกระทรวง ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีโอกาสปล่อยกลิ่นจากกระบวนการผลิต เช่น โรงงานแปรรูปอาหารและผลผลิตเกษตร โรงงานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โรงงานยาง โรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสีย และโรงงานที่มีกระบวนการใช้ความร้อน การหมัก หรือสารอินทรีย์ระเหย
สำหรับโรงงานในกลุ่มเหล่านี้ ข้อมูลจาก Sensory Test ช่วยให้โรงงานพร้อมรับการตรวจสอบได้ทันที และมีเอกสารประกอบคำชี้แจงเมื่อจำเป็น โรงงานที่ต้องการตรวจสอบว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายครอบคลุมหรือไม่ สามารถดูบัญชีท้ายกฎกระทรวงได้ที่เว็บไซต์กรมโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง
Sensory Test ใช้กับกรณีใดบ้าง
- ตรวจประเมินแหล่งกำเนิดกลิ่น เพื่อรู้ว่าปล่องหรือจุดระบายอากาศใดมีค่ากลิ่นสูงและควรจัดการก่อน แทนที่จะเดาสุ่ม
- ประเมินประสิทธิภาพระบบบำบัดกลิ่น โดยเก็บตัวอย่างก่อนและหลังระบบ เพื่อดูว่าระบบลดกลิ่นได้จริงในระดับที่ต้องการหรือไม่
- เตรียมข้อมูลสำหรับงาน Compliance ให้พร้อมเมื่อมีการตรวจสอบตามกฎหมาย หรือเมื่อต้องชี้แจงกรณีข้อร้องเรียน
- ใช้ประกอบรายงานสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการที่ต้องประเมินผลกระทบ หรือรายงาน ESG ที่ต้องการข้อมูลด้านกลิ่นที่เป็นระบบ

จ้างบริการทดสอบกลิ่น Sensory Test อย่างไรให้ถูกมาตรฐาน
ไม่ใช่ทุกบริการ Sensory Test จะให้ผลที่ใช้งานได้จริงในทางกฎหมาย โรงงานที่กำลังพิจารณาจ้างบริการควรตรวจสอบ 3 เรื่องนี้ก่อน
- ผู้ดมกลิ่น (Panelist) ต้องขึ้นทะเบียนกับ กรอ. หรือ คพ. กฎหมายกำหนดให้การทดสอบกลิ่นแต่ละครั้งต้องใช้ผู้ดมกลิ่นที่ผ่านการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือกรมควบคุมมลพิษอย่างน้อย 6 คน ผลทดสอบที่ได้จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการอ้างอิงทางกฎหมาย
- สำรวจพื้นที่จริงก่อนเก็บตัวอย่าง การเลือกจุดเก็บตัวอย่างส่งผลโดยตรงต่อความหมายของผลที่ได้ ทีมงานที่มีประสบการณ์ควรสำรวจพื้นที่ก่อน เพื่อกำหนดจุดที่สะท้อนแหล่งกำเนิดจริงและตรงกับวัตถุประสงค์ของงาน
- รายงานที่เสนอแนวทางแก้ไข รายงานผลทดสอบที่ดีไม่ควรมีแค่ค่า OU/m³ แต่ควรระบุแหล่งกำเนิดไหนมีความเสี่ยงสูง ระบบบำบัดเพียงพอหรือไม่ และควรดำเนินการอะไรต่อ เพื่อให้โรงงานนำข้อมูลไปวางแผนต่อ
Sensory Test ใช้ร่วมกับเครื่องมือเฝ้าระวังได้อย่างไร
Sensory Test บอกได้ว่ากลิ่นจากแหล่งกำเนิดมีค่าความเข้มข้นระดับใด แต่ไม่ได้บอกว่ากลิ่นเกิดช่วงเวลาใดและแพร่กระจายไปยังพื้นที่รอบโรงงานอย่างไร การทดสอบจริงจึงมักใช้ Sensory Test ร่วมกับ E-nose Station สำหรับติดตามกลิ่นแบบต่อเนื่อง และเครื่องตรวจวัดกลิ่นแบบเคลื่อนที่สำหรับสำรวจพื้นที่จริง เพื่อให้ข้อมูลครบทั้งด้านค่ามาตรฐาน เวลา และพื้นที่
การเลือกเครื่องมือจึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์ หากต้องการค่ากลิ่นเพื่อ Compliance ควรเลือกวิธี Sensory Test ถ้าต้องการดูแนวโน้มและแจ้งเตือนอัตโนมัติให้ใช้ E-nose Station และถ้าต้องการสำรวจว่ากลิ่นมาจากทิศทางใดในพื้นที่จริงให้ใช้เครื่องมือแบบเคลื่อนที่ประกอบ
ENVI Sense ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวางแผนตรวจวัด การค้นหาสาเหตุกลิ่น ไปจนถึงการวางแนวทางแก้ไขตามข้อมูลที่ทดสอบจริงจากหน้างาน ครอบคลุมทั้งบริการทดสอบกลิ่น Sensory Test และการเฝ้าระวังกลิ่นแบบต่อเนื่องตามมาตรฐานกฎหมาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- กฎกระทรวง 2568 กำหนดให้โรงงานต้องทำ Sensory Test ทุกปีหรือไม่
กฎหมายกำหนดมาตรฐานที่ต้องไม่เกิน และระบุให้ใช้ Sensory Test เป็นวิธีตรวจวัดหลักเมื่อมีการตรวจสอบ แต่ไม่ได้กำหนดความถี่ตายตัว โรงงานที่มีข้อมูลพื้นฐานไว้ล่วงหน้าจะพร้อมรับการตรวจสอบได้ทันทีกว่า - ถ้าโรงงานไม่อยู่ใน 24 ประเภทที่กฎหมายกำหนด ยังควรทำ Sensory Test หรือไม่
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจริง ถ้าอยู่ใกล้ชุมชนหรือมีกระบวนการที่อาจก่อกลิ่น ข้อมูลจาก Sensory Test ช่วยให้มีหลักฐานประกอบกรณีที่ถูกร้องเรียน แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่กฎหมายระบุ - Sensory Test ใช้เวลากี่วัน
การเก็บตัวอย่างหน้างานประมาณ 1 วัน ส่วนการวิเคราะห์และรายงานขึ้นอยู่กับจำนวนจุดและขอบเขตงาน แนะนำวางแผนล่วงหน้าให้ตรงช่วงที่กลิ่นมักเกิด - ผลจาก Sensory Test นำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์กฎหมายได้เลยหรือไม่
ได้ ถ้าดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายกำหนดและโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลใช้เปรียบเทียบกับมาตรฐานของกฎกระทรวง 2568 และใช้ประกอบการชี้แจงต่อหน่วยงานได้ - Sensory Test ต่างจาก E-nose อย่างไรในทางปฏิบัติ
Sensory Test ให้ค่าความเข้มข้นกลิ่นตามมาตรฐานเพื่อ Compliance ส่วน E-nose เหมาะกับการเฝ้าระวังต่อเนื่องและแจ้งเตือนอัตโนมัติ ในงานจริงมักใช้ร่วมกันเพราะตอบคนละมิติ
