ปัญหากลิ่นรบกวนในโรงงานมักถูกตรวจสอบด้วยการให้คนเดินดม ซึ่งนอกจากจะไม่ต่อเนื่องแล้ว ยังขึ้นอยู่กับว่าใครดม วันไหนดม และอากาศในวันนั้นเป็นอย่างไร ทำให้ข้อมูลที่ได้มีข้อจำกัดเมื่อต้องวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดเป็นช่วง ๆ หรือเปรียบเทียบหลายช่วงเวลา จมูกอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Nose เข้ามาแก้ข้อจำกัดตรงนี้ ด้วยการเปลี่ยนกลิ่นจากสิ่งที่รู้สึกได้ให้กลายเป็นข้อมูลที่บันทึก วิเคราะห์ และเปรียบเทียบได้
จมูกอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Nose (E-Nose) คือระบบตรวจวัดกลิ่นที่ใช้เซนเซอร์หลายตัวร่วมกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแปลงกลิ่นในอากาศให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถบันทึก ติดตาม และนำไปวิเคราะห์ต่อได้
หลักการคือการจำลองการทำงานของจมูกมนุษย์ แต่แทนที่จะใช้เซลล์ประสาทรับกลิ่น ระบบจะใช้เซนเซอร์ก๊าซหลายตัวที่ตอบสนองต่อสารระเหย หรือสารเคมีต่างๆ ที่รวมเป็นกลิ่น ในระดับที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ลายเซ็นกลิ่น (Smell Finger Print)” เฉพาะของตัวอย่างนั้น ซอฟต์แวร์จึงนำรูปแบบนี้ไปแสดงเป็นกราฟหรือเปรียบเทียบกับฐานกลิ่นอ้างอิงของแหล่งกำเนิดกลิ่นนั้นๆ โดยใช้ Machine Learning ทำให้มีประสิทธิภาพในการตรวจวัดกลิ่นที่ดีเยี่ยม
E-Nose ทำงานอย่างไร
- ดูดอากาศตัวอย่างเข้าระบบ ปั๊มดูดอากาศจากพื้นที่ที่ต้องการตรวจสอบเข้ามาสัมผัสกับชุดเซนเซอร์ เหมือนการสูดหายใจเพื่อดมกลิ่น
- เซนเซอร์จับลายเซ็นกลิ่น เซนเซอร์แต่ละตัวตอบสนองต่อสารระเหยในอากาศในระดับที่ต่างกัน รวมกันเป็น pattern เฉพาะที่สะท้อนลักษณะของกลิ่นตัวอย่างนั้น
- AI วิเคราะห์และแสดงผล ซอฟต์แวร์นำ pattern ที่ได้มาวิเคราะห์เทียบกับฐานข้อมูล แล้วแสดงเป็นกราฟระดับกลิ่น หรือผลเปรียบเทียบกับฐานกลิ่นอ้างอิงตามฐานข้อมูลกลิ่นของแต่ละพื้นที่
E-Nose มี 2 แบบที่ใช้งานต่างกัน
E-Nose มีอยู่ 2 แบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานต่างกัน แบบหนึ่งติดตั้งถาวรเพื่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง อีกแบบพกพาเพื่อลงสำรวจหน้างาน ดังนั้น การใช้งานควรเลือกให้ตรงกับลักษณะปัญหาจะทำให้ข้อมูลที่ได้นำไปใช้งานได้จริง
E-nose Station สำหรับเฝ้าระวังต่อเนื่อง
E-nose Station คือสถานีตรวจวัดกลิ่นแบบติดตั้งถาวร ออกแบบสำหรับติดตามข้อมูลต่อเนื่อง ณ จุดติดตั้ง ข้อมูลกลิ่นและสภาพอากาศถูกส่งขึ้น Cloud เพื่อดูผ่าน Dashboard และตั้งเงื่อนไขแจ้งเตือนผ่าน LINE ในเกณฑ์ที่สามารถกำหนดได้ เพื่อให้รู้ทันทีเมื่อมีกลิ่นเกิน หรืออาจจะเริ่มมีการร้องเรียน
เหมาะกับการติดตั้งบริเวณแนวรั้วโรงงาน หรือพื้นที่ที่กลิ่นมักพัดถึงก่อนชุมชน เพื่อให้ทีมงานรู้สถานการณ์ก่อนที่กลิ่นจะแพร่กระจายออกไปยังจุดร้องเรียน
หรือในบางกรณีที่อาจมีการร้องเรียนบ่อย การติดตั้งที่ชุมชน เช่น บริเวณหน้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ศาลาการประชุมหมู่บ้าน สวนสาธารณะ ก็จะทำให้โรงงานรับรู้ข้อมูลจริง ที่ชุมชนได้รับกลิ่น เพื่อที่จะได้เข้าใจปัญหา
Mobile ENVI สำหรับสำรวจและหาสาเหตุ
อุปกรณ์ตรวจวัดกลิ่นแบบเคลื่อนที่ใช้สำรวจกลิ่นหลายจุดในพื้นที่จริง ทีมสามารถสำรวจได้รอบโรงงาน เก็บข้อมูลตามจุดต่าง ๆ แล้วเปรียบเทียบ Smell Fingerprint ด้วย Machine Learning และวิธีทางสถิติ เช่น PCA หรือ HCA เพื่อดูความคล้ายและช่วยจำกัดพื้นที่หรือปัจจัยที่ควรตรวจต่อ
เหมาะกับงาน ค้นหาสาเหตุหลังได้รับข้อร้องเรียน การสำรวจก่อนวางแผนติดตั้ง E-nose Station และการทำฐานข้อมูลกลิ่นของแหล่งกำเนิดแต่ละจุด

โรงงานควรใช้ E-Nose ตรวจวัดกลิ่นรบกวนได้อย่างไร
ในทางปฏิบัติ ทั้งสองแบบมักใช้ร่วมกันมากกว่าใช้แยกกัน Station ทำหน้าที่คอยจับสัญญาณผิดปกติในพื้นที่ตลอดเวลา ส่วน Mobile ENVI ใช้ลงสำรวจหลายจุดเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบกลิ่นและข้อมูลหน้างานเมื่อพบเหตุผิดปกติ
- ENVI Station บันทึกข้อมูลและแจ้งเตือนตามเงื่อนไข พร้อมเก็บเวลา ค่ากลิ่น และข้อมูลสภาพอากาศของช่วงเหตุการณ์เพื่อใช้วิเคราะห์ร่วมกัน
- ทีมลงสำรวจด้วย Mobile ENVI โดยใช้ข้อมูลจาก Station ระบุพื้นที่เป้าหมาย แล้วเก็บข้อมูลหลายจุดเพื่อดูว่ากลิ่นเข้มที่สุดอยู่ที่ไหนและมาจากทิศทางใด
- วิเคราะห์ Smell Fingerprint เปรียบเทียบลายเซ็นกลิ่นที่เก็บได้กับข้อมูลกลิ่นของแหล่งกำเนิดแต่ละจุดที่บันทึกไว้ เพื่อดูว่ารูปแบบใดมีความคล้ายกันและกำหนดจุดหรือกิจกรรมที่ควรตรวจสอบต่อ
- วางแผนแก้ไขตรงจุด เมื่อนำผลเปรียบเทียบมาพิจารณาร่วมกับเวลา ตำแหน่ง ลม และกิจกรรมหน้างาน ทีมสามารถจัดลำดับสมมติฐานและติดตามผลก่อน–หลังการปรับปรุงได้
นอกจากนี้ข้อมูลย้อนหลังจาก E-nose Station ยังช่วยให้โรงงานมีข้อมูลรองรับเมื่อมีข้อร้องเรียน โดยสามารถดูย้อนหลังได้ว่าช่วงที่ชุมชนแจ้งว่ามีกลิ่นนั้น ค่าที่ระบบบันทึกไว้เป็นอย่างไร และทิศลมพัดไปทางไหน
ข้อจำกัดของ E-Nose ที่โรงงานควรรู้
E-Nose มีประสิทธิภาพสูงในงานเฝ้าระวังต่อเนื่องและการหาแนวโน้ม แต่มีข้อจำกัดที่ควรเข้าใจก่อนวางแผนใช้งาน
- ต้อง Calibrate และซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเซนเซอร์มีความเสื่อมตามการใช้งานและสภาพแวดล้อม การ ซ่อมบำรุงตามรอบที่กำหนดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่ดูแลรักษาให้ดี ผลการตรวจวัดอาจคลาดเคลื่อนได้ แต่ทีมเอ็นไวเซ้นส์ มีบริการตั้งแต่ติดตั้ง ไปจนถึงดูแลตามวงรอบ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ระบบตรวจวัดของท่านจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสมอ
- ค่าที่ได้เป็นค่าเปรียบเทียบระดับกลิ่น โดยไม่มีความรู้สึกของคนมาเกี่ยวข้อง E-Nose บอกแนวโน้มและ pattern ของกลิ่นได้ดี แต่ค่า OU/m³ ที่อ้างอิงมาตรฐานกฎหมายนั้น เป็นค่าที่ใช้การสอบเทียบโมเดลจากวิธีการ Sensory Test
- ต้องใช้ร่วมกับ Sensory Test สำหรับงานที่ต้องพิสูจน์ค่ากลิ่นตามกฎกระทรวง 2568 ตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ในแนบท้ายประกาศ แนะนำให้ใช้ E-Nose เป็นระบบเฝ้าระวังและหาช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วทำ Sensory Test เพื่อยืนยันค่ามาตรฐาน
E-Nose เหมาะกับอุตสาหกรรมใดบ้าง
- โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม เช่น โรงงานปลา ไก่ แป้ง น้ำตาล ที่กลิ่นเปลี่ยนตามรอบการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้แต่ละวัน
- โรงงานยางและผลิตภัณฑ์ยาง ที่กลิ่นจากวัตถุดิบและกระบวนการให้ความร้อนมักพัดถึงชุมชนในช่วงลมเปลี่ยนทิศ
- โรงงานเคมี พลาสติก และรีไซเคิล ที่ต้องการใช้ข้อมูลเซนเซอร์คัดกรองหรือเฝ้าระวัง โดยไม่ให้ผู้ทดสอบสัมผัสตัวอย่างที่ยังไม่ผ่านการประเมินความปลอดภัย
- ระบบบำบัดน้ำเสีย (WWTP) และบ่อขยะ ที่กลิ่นจากการย่อยสลายอินทรีย์มักรุนแรงขึ้นในช่วงอากาศร้อนหรืออากาศนิ่ง
- นิคมอุตสาหกรรม ที่มีหลายแหล่งกำเนิดกลิ่นในพื้นที่เดียวกัน และต้องการ Centralized Monitoring เพื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์และช่วยจำกัดขอบเขตการตรวจสอบ
เอ็นไวเซ้นส์ ให้บริการทั้ง E-nose Station สำหรับเฝ้าระวังต่อเนื่อง และอุปกรณ์ตรวจวัดกลิ่นแบบเคลื่อนที่สำหรับสำรวจและวิเคราะห์หาต้นเหตุ พร้อมบริการออกแบบระบบและวิเคราะห์ข้อมูลการตรวจวัดกลิ่นรบกวน โดยโรงงานสามารถนำไปวางแผนแก้ไขได้จากข้อมูลจริง
ฐานกลิ่นอ้างอิงและการอ่านผล Machine Learning
การเปรียบเทียบชนิดกลิ่นต้องเริ่มจาก Smell Reference Library ของโครงการ โดยเก็บกลิ่นอ้างอิงจากจุดหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง วัดซ้ำ แล้วแบ่งข้อมูลสำหรับฝึกและทดสอบโมเดล ไม่ควรนำฐานกลิ่นของโรงงานหนึ่งไปใช้แทนอีกโรงงานโดยอัตโนมัติ
- Best Match คือกลุ่มอ้างอิงที่โมเดลเห็นว่าใกล้เคียงที่สุด ไม่ใช่คำยืนยันต้นเหตุ
- Similarity ใช้ดูระดับความคล้ายของรูปแบบสัญญาณกับข้อมูลอ้างอิง
- Confidence ช่วยประเมินความมั่นใจของโมเดลและต้องอ่านร่วมกับคุณภาพข้อมูล
เมื่อกลิ่นอ่อนมาก กลิ่นผสม หรือรูปแบบไม่ตรงกับฐานอ้างอิง ผลอาจไม่ชัดเจน แนวปฏิบัติของ เอ็นไวเซ้นส์ คือไม่ใช้ผล Machine Learning ตีความชนิดกลิ่นเมื่อระดับต่ำกว่าประมาณ 10 OU และไม่ใช้โมเดลเพียงอย่างเดียวสรุปแหล่งกำเนิด
ควรเลือก Mobile ENVI, ENVI Station หรือ Sensory Test
- Mobile ENVI เหมาะกับการสำรวจหลายจุดภาคสนาม โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 20–60 นาทีต่อจุดตามลักษณะกลิ่นและหน้างาน กลิ่นที่เกิดไม่สม่ำเสมออาจไม่ปรากฏในช่วงตรวจ
- ENVI Station เหมาะเมื่อจำเป็นต้องติดตามเหตุการณ์ต่อเนื่อง ณ จุดติดตั้งและเปรียบเทียบข้อมูลกลิ่นกับเวลา ลม และสภาพอากาศ หรือการตรวจวัดกลิ่นประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยง
- Sensory Test เหมาะเมื่อจำเป็นต้องวัดความเข้มกลิ่นด้วยผู้ทดสอบ โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่แนบท้ายประกาศของกรมโรงงานฯ
อ่านแนวทางเลือกวิธีเพิ่มเติมได้ที่ Sensory Test ต่างจาก Electronic Nose อย่างไร หรือดู บริการตรวจวัดกลิ่นของ เอ็นไวเซ้นส์
หากปัญหาเกิดไม่ตรงกับช่วงลงพื้นที่ อ่านต่อที่ ระบบเฝ้าระวังกลิ่นครบวงจรสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดเป็นช่วง
ทบทวนเนื้อหาด้านเทคนิคโดย ธีรภัทร์ พบครุฑ
กรรมการและนักวิจัยเทคโนโลยีจมูกอิเล็กทรอนิกส์ด้านการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ผู้พัฒนาการประยุกต์ใช้ E-Nose สำหรับงานสิ่งแวดล้อมและมีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) คืออะไร
E-Nose คือระบบตรวจวัดกลิ่นที่ใช้เซนเซอร์หลายตัวร่วมกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแปลงกลิ่นในอากาศให้เป็นข้อมูลดิจิทัลที่บันทึกและติดตามได้ต่อเนื่อง แทนการพึ่งพาการดมกลิ่นด้วยคนเพียงอย่างเดียว - E-Nose ต่างจากการให้คนดมกลิ่นอย่างไร
คนดมกลิ่นให้ข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่างมาทดสอบที่แลป ถ้าในช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่างไม่มีกลิ่น นักดมก็จะไม่ทราบปัญหาจริง ส่วน ENVI Station สามารถเก็บข้อมูลต่อเนื่อง ณ จุดติดตั้งเพื่อเปรียบเทียบตามเวลา ทำให้ไม่พลาดทุกช่วงเวลาที่เกิดปัญหากลิ่นรบกวน - E-Nose Station กับ Mobile ENVI ต่างกันอย่างไร
E-nose Station ติดตั้งถาวรสำหรับเฝ้าระวังต่อเนื่องและแจ้งเตือนอัตโนมัติ ส่วน Mobile ENVI พกพาไปสำรวจหลายจุดเพื่อทำแผนที่กลิ่นและค้นหาแหล่งกำเนิด ในงานจริงมักใช้ร่วมกันเพราะตอบโจทย์คนละมิติ - E-Nose ใช้แทน Sensory Test ได้ไหม
ใช้แทนกันไม่ได้ E-Nose และ Sensory Test ตอบคำถามต่างกัน E-Nose ช่วยติดตามแนวโน้มหรือเปรียบเทียบรูปแบบกลิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่วน Sensory Test ใช้วัดความเข้มกลิ่นด้วยผู้ทดสอบตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเลือกใช้ร่วมกันขึ้นกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการแก้ไขปัญหากลิ่นรบกวน - โรงงานขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ E-Nose ไหม
ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากชุมชนและลักษณะกระบวนการผลิต โรงงานที่อยู่ใกล้ชุมชนหรือมีประวัติข้อร้องเรียนควรพิจารณา เพราะข้อมูลที่ได้ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การสื่อสารกับชุมชนมีน้ำหนักขึ้นมาก - E-Nose ต้องดูแลรักษาอย่างไร
เซนเซอร์ต้องได้รับการ Calibrate ตามรอบที่กำหนด และตรวจสอบสภาพสม่ำเสมอ เพื่อให้ค่าที่อ่านได้สะท้อนสภาพจริงของกลิ่นในพื้นที่ ทีมเอ็นไวเซ้นส์ ดูแลส่วนนี้รวมถึงการแจ้งเตือนเมื่อระบบมีความผิดปกติ

