หน้าหลัก Sensory Test ต่างจาก Electronic Nose อย่างไร? เลือกวิธีตรวจวัดกลิ่นแบบไหนให้เหมาะกับปัญหา

Sensory Test ต่างจาก Electronic Nose อย่างไร? เลือกวิธีตรวจวัดกลิ่นแบบไหนให้เหมาะกับปัญหา

ในการจัดการปัญหากลิ่นรบกวนของโรงงาน หลายโรงงานมักสงสัยว [...]

19/05/2026

ในการจัดการปัญหากลิ่นรบกวนของโรงงาน หลายโรงงานมักสงสัยว่าควรใช้ Sensory Test หรือ Electronic Nose? เพราะทั้งสองวิธีเกี่ยวข้องกับการตรวจวัดกลิ่นเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง วิธีทั้งสองไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด และไม่ควรถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป

Sensory Test เป็นวิธีที่ใช้มนุษย์ประเมินกลิ่นภายใต้กระบวนการควบคุม เหมาะกับงานที่ต้องการค่าประเมินเชิงมาตรฐาน งาน Compliance หรือการประเมินแหล่งกำเนิดกลิ่นแบบเฉพาะจุด ส่วน Electronic Nose หรือ E-nose เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เซนเซอร์ตรวจจับรูปแบบของกลิ่นและสารระเหย เหมาะกับการเฝ้าระวังกลิ่นต่อเนื่อง การดูแนวโน้ม และการแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติ

ถ้าจะหาวิธีที่ดีกว่า ต้องดูปัญหาที่โรงงานกำลังเจอ ต้องการผลแบบไหน หากต้องการข้อมูลมาตรฐานจากตัวอย่างกลิ่น Sensory Test อาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการติดตามกลิ่นในพื้นที่จริงแบบต่อเนื่อง Electronic Nose ก็อาจเหมาะกว่า และในหลายกรณี ทั้งนี้ การใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันคือแนวทางที่ให้ภาพปัญหาครบที่สุด

Sensory Test และ Electronic Nose ต่างกันอย่างไร

Sensory Test และ Electronic Nose เป็นเครื่องมือคนละกลุ่มที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การประเมินกลิ่นคนละด้าน

Sensory Test คือการทดสอบกลิ่นโดยใช้มนุษย์เป็นผู้ประเมิน ภายใต้กระบวนการที่มีการควบคุม เช่น การเก็บตัวอย่างอากาศ การเจือจางตัวอย่าง และการให้ผู้ทดสอบที่ผ่านการคัดเลือกประเมินว่ารับรู้กลิ่นได้ที่ระดับใด วิธีนี้มีความสำคัญมากในงานที่ต้องการข้อมูลเชิงมาตรฐาน เพราะกลิ่นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมนุษย์โดยตรง

Electronic Nose หรือ E-nose คือระบบที่ใช้เซนเซอร์ตรวจจับรูปแบบของกลิ่นหรือสารระเหยในอากาศ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นแนวโน้ม รูปแบบ หรือค่าที่ใช้เฝ้าระวังได้ จุดเด่นคือสามารถติดตั้งในพื้นที่จริงและเก็บข้อมูลได้ต่อเนื่อง ทำให้เห็นพฤติกรรมของกลิ่นตามเวลาได้ดีกว่าการตรวจวัดแบบครั้งคราว

หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้น Sensory Test เหมือนการนำตัวอย่างกลิ่นเข้าสู่กระบวนการทดสอบเพื่อให้ได้ค่าประเมินที่ควบคุมได้ ส่วน Electronic Nose เหมือนการมีระบบเฝ้าดูสถานการณ์กลิ่นในพื้นที่จริงตลอดเวลา เพื่อบอกว่ากลิ่นเปลี่ยนไปอย่างไร เกิดเมื่อไหร่ และมีแนวโน้มผิดปกติหรือไม่ ทั้งสองวิธีจึงไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง แต่ควรนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ของงาน เช่น

  • ถ้าต้องการค่าประเมินจากตัวอย่างกลิ่นในเชิงมาตรฐาน Sensory Test จะเหมาะกว่า
  • ถ้าต้องการรู้ว่ากลิ่นเกิดขึ้นช่วงไหนและเกิดบ่อยแค่ไหน Electronic Nose จะเหมาะกว่า
  • ถ้าต้องการทั้งข้อมูลมาตรฐานและข้อมูลแนวโน้มในพื้นที่จริง ควรใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน

Sensory Test เหมาะกับการประเมินกลิ่นในลักษณะใด

Sensory Test เหมาะกับการประเมินกลิ่นในลักษณะใด

Sensory Test เหมาะกับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือเชิงวิธีการ และต้องการประเมินกลิ่นจากตัวอย่างภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมได้ เพราะการทดสอบลักษณะนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนจากการประเมินกลิ่นแบบทั่วไป งานที่เหมาะกับ Sensory Test ได้แก่

การประเมินแหล่งกำเนิดกลิ่นเฉพาะจุด

หากโรงงานต้องการรู้ว่ากลิ่นจากปล่องระบายอากาศ จุดระบายอากาศเสีย บ่อบำบัด หรือพื้นที่ผลิตบางจุดมีความเข้มข้นระดับใด Sensory Test สามารถใช้ประเมินตัวอย่างกลิ่นจากแหล่งกำเนิดนั้นได้

ข้อมูลนี้ช่วยให้โรงงานมองเห็นว่าจุดใดมีโอกาสเป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นหลัก และควรจัดลำดับการปรับปรุงอย่างไร

การเปรียบเทียบก่อนและหลังระบบบำบัดกลิ่น

โรงงานที่มีระบบบำบัดกลิ่น เช่น Scrubber, Biofilter, Activated Carbon สามารถใช้ Sensory Test ในการเปรียบเทียบตัวอย่างกลิ่นก่อนเข้าและหลังออกจากระบบบำบัด เพื่อดูแนวโน้มการลดกลิ่นแทนความรู้สึก โดยเฉพาะการตรวจวัดบริเวณปล่องระบาย (Stack) ซึ่งเป็นจุดที่มีระดับกลิ่นค่อนข้างสม่ำเสมอ ทั้งยังสามารถควบคุมตัวแปรและช่วงเวลาในการเก็บตัวอย่างได้ดี จึงทำให้มีความเหมาะสมกว่าหากใช้ Sensory Test

งาน Compliance และรายงานด้านสิ่งแวดล้อม

ในงานที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการประเมินเชิงกฎหมายหรือรายงานด้านสิ่งแวดล้อม การมีผลทดสอบที่อ้างอิงวิธีการมาตรฐานจะมีน้ำหนักมากกว่าการประเมินแบบทั่วไป

Sensory Test จึงเหมาะกับโรงงานที่ต้องการเตรียมข้อมูลสำหรับการตรวจสอบ การทำรายงาน หรือการประเมินผลกระทบด้านกลิ่นจากกิจกรรมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบางกลิ่นที่กฎหมายระบุให้ใช้ Sensory test เท่านั้น

การชี้แจ้งข้อร้องเรียนกลิ่นที่มีข้อกำหนดให้ใช้ Sensory test เท่านั้น

เมื่อเกิดข้อร้องเรียน โรงงานอาจต้องตรวจสอบว่าแหล่งกำเนิดภายในโรงงานมีค่ากลิ่นผิดปกติหรือไม่ ถึงแม้ว่า Sensory Test ไม่สามารถใช้หาต้นตอของกลิ่นได้โดยตรง  อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบบางกลิ่นหน่วยงานรัฐก็มีข้อกำหนดชี้ขาดว่าต้องใช้คนดม หรือ Sensory test เท่านั้น เช่น กลิ่นจากปล่องระบายที่มีระบุไว้ในกฎกระทรวง

อย่างไรก็ตาม หากข้อร้องเรียนเกิดจากกลิ่นที่มาเป็นช่วง ๆ หรือเกิดในพื้นที่ชุมชนโดยไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง Sensory Test เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ครอบคลุม จำเป็นต้องมีข้อมูลจากการเฝ้าระวังต่อเนื่องหรือการสำรวจภาคสนามร่วมด้วย

Electronic Nose เหมาะกับการตรวจวัดและเฝ้าระวังกลิ่นอย่างไร

Electronic Nose หรือ E-nose เหมาะกับงานที่ต้องการติดตามกลิ่นในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่กลิ่นไม่ได้เกิดตลอดเวลา หรือเกิดเฉพาะบางช่วงจนการตรวจวัดแบบครั้งเดียวอาจไม่ทันจับเหตุการณ์

จุดเด่นของ Electronic Nose คือการช่วยให้โรงงานเห็นพฤติกรรมของกลิ่นมากกว่าการเห็นแค่ค่าจากตัวอย่างบางช่วงเวลา

เหมาะกับการเฝ้าระวังกลิ่นตลอดเวลา

กลิ่นในพื้นที่อุตสาหกรรมมักเปลี่ยนไปตามเวลา เช่น ช่วงกลางคืน ช่วงลมเปลี่ยนทิศ ช่วงอากาศนิ่ง หรือช่วงที่มีการดำเนินกิจกรรมบางอย่างในโรงงาน การติดตั้ง E-nose Station ช่วยให้โรงงานเก็บข้อมูลได้ต่อเนื่องและเห็นความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาตรวจวัดปกติ

เหมาะกับพื้นที่ที่เคยมีข้อร้องเรียน

กรณีที่ชุมชนแจ้งว่ามีกลิ่นเป็นบางช่วง แต่เมื่อลงตรวจกลับไม่พบกลิ่น ระบบ E-nose จะช่วยลดช่องว่างนี้ เพราะสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังได้ว่า ในช่วงเวลาที่มีการร้องเรียน ค่ากลิ่นมีความผิดปกติหรือไม่

ข้อมูลลักษณะนี้ช่วยให้การวิเคราะห์ไม่ขึ้นอยู่กับการไปถึงพื้นที่ทันเวลาหรือไม่ทันเวลาเท่านั้น

เหมาะกับการแจ้งเตือนเมื่อค่ากลิ่นผิดปกติ

E-nose Station สามารถตั้งค่าเฝ้าระวังระดับกลิ่นและแจ้งเตือนเมื่อค่ากลิ่นสูงกว่าระดับที่กำหนดได้ ทำให้ทีมโรงงานรับรู้สถานการณ์ได้เร็วขึ้น และมีโอกาสตรวจสอบหน้างานก่อนที่กลิ่นจะกระจายออกไปมากขึ้น

นี่เป็นจุดที่แตกต่างจากการตรวจวัดแบบครั้งคราว เพราะระบบไม่ได้รอให้เกิดข้อร้องเรียนก่อน แต่ช่วยเตือนเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณผิดปกติ

เหมาะกับการวิเคราะห์ Pattern และทำ Smell Finger Print ของกลิ่น

เมื่อเก็บข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง โรงงานจะเริ่มเห็น Pattern เช่น กลิ่นมักเกิดช่วงเวลาใด เกี่ยวข้องกับกระบวนการใด หรือเกิดมากขึ้นในสภาพอากาศแบบใด นอกจากนี้ ด้วยความสามารถของ Electronic Nose และโปรแกรม Machine learning ที่สามารถจดจำกลิ่นได้ ทำให้สามารถเทียบกลิ่นที่ตรวจได้ ณ ขณะนั้น กับลักษณะของกลิ่นในฐานข้อมูล เพื่อบอกต้นตอของกลิ่นนั้นได้ 

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การแก้ปัญหากลิ่นแม่นขึ้น เพราะทีมงานสามารถนำไปเทียบกับข้อมูลกระบวนการผลิต ระบบบำบัด หรือกิจกรรมหน้างาน เพื่อหาความสัมพันธ์ของปัญหา

เหมาะกับการวางระบบป้องกันระยะยาว

E-nose ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะตอนมีปัญหาแล้ว แต่เหมาะกับโรงงานที่ต้องการวางระบบป้องกัน เช่น โรงงานใกล้ชุมชน โรงงานที่กำลังขยายกำลังผลิต หรือโรงงานที่ต้องการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีข้อมูลจริงรองรับ

ในมุมนี้ Electronic Nose จึงเป็นเครื่องมือด้าน Monitoring และ Risk Prevention มากกว่าจะเป็นเครื่องมือทดสอบตัวอย่างกลิ่นแบบเฉพาะครั้ง

Sensory Test กับ Electronic Nose ต่างกันตั้งแต่วิธีวัดจนถึงการแปลผล

ประเด็น Sensory Test Electronic Nose
วิธีเก็บข้อมูล เก็บตัวอย่างกลิ่นจากจุดที่ต้องการตรวจ ตรวจวัดจากอากาศจริงในพื้นที่
ช่วงเวลาของข้อมูล ในช่วงเวลาสั้น ๆ   เก็บข้อมูลได้ต่อเนื่อง
จุดเด่น ประเมินกลิ่นตามมาตรฐาน เห็นแนวโน้มและความผิดปกติของกลิ่น
เหมาะกับ งานรายงาน Compliance กลิ่นจาก Stack หรือแหล่งกำเนิดกลิ่นที่กลิ่นเกิดสม่ำเสมอ  งานเฝ้าระวังรอบรั้วโรงงานหรือใกล้ชุมชน
ข้อจำกัด ไม่เห็นพฤติกรรมกลิ่นตลอดเวลา ต้องวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น
ใช้ตอบคำถาม กลิ่นจากจุดนี้รุนแรงแค่ไหน กลิ่นรุนแรงเท่าไหร่

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า Sensory Test เหมาะกับการยืนยันค่ากลิ่นตามมาตรฐาน ส่วน Electronic Nose เหมาะกับการติดตามกลิ่นในพื้นที่จริงแบบต่อเนื่อง และใช้วางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

โรงงานควรเลือกใช้วิธีไหนตรวจวัดกลิ่น

โรงงานควรเลือกใช้วิธีไหนตรวจวัดกลิ่น

การเลือกใช้ Sensory Test หรือ Electronic Nose ควรเริ่มจากวัตถุประสงค์ของงาน ไม่ใช่เริ่มจากเครื่องมือ เพราะเครื่องมือแต่ละแบบเหมาะกับคำถามคนละประเภท

ถ้าต้องการตรวจประเมินแหล่งกำเนิดเฉพาะจุด

หากโรงงานต้องการรู้ว่ากลิ่นจากปล่อง จุดระบายอากาศ บ่อบำบัด หรือจุดก่อนและหลังระบบบำบัดมีค่าประเมินอย่างไร Sensory Test จะเหมาะกว่า เพราะสามารถเก็บตัวอย่างจากจุดนั้นแล้วนำไปทดสอบอย่างเป็นระบบ

กรณีนี้มักเกี่ยวข้องกับงานประเมินประสิทธิภาพระบบบำบัด งานรายงาน หรือการตรวจสอบจุดกำเนิดกลิ่นเฉพาะ

ถ้าต้องการเฝ้าระวังกลิ่นรอบโรงงานหรือชุมชน

หากปัญหาคือกลิ่นเกิดเป็นช่วง ๆ เกิดตอนกลางคืน หรือเกิดไม่ตรงกับเวลาที่ทีมตรวจวัดลงพื้นที่ Electronic Nose จะเหมาะกว่า เพราะสามารถเก็บข้อมูลต่อเนื่องและดูข้อมูลย้อนหลังได้

กรณีนี้เหมาะกับโรงงานที่เคยมีข้อร้องเรียน อยู่ใกล้ชุมชน หรืออยากมีระบบแจ้งเตือนก่อนกลิ่นกลายเป็นปัญหาภายนอก

ถ้าต้องการหาความสัมพันธ์ระหว่างกลิ่นกับกระบวนการผลิต

Electronic Nose จะช่วยให้เห็นช่วงเวลาที่ค่ากลิ่นเปลี่ยนแปลง แล้วนำไปเทียบกับข้อมูลหน้างาน เช่น ช่วงเดินเครื่อง ช่วงล้างระบบ ช่วงเปิดบ่อ หรือช่วงขนย้ายวัตถุดิบ

หากพบช่วงเวลาที่น่าสงสัย โรงงานอาจใช้ Sensory Test หรือการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อประเมินจุดนั้นอย่างละเอียดขึ้น

ถ้าต้องการข้อมูลสำหรับ Compliance

Sensory Test มักมีบทบาทมากกว่าในงานที่ต้องการผลเชิงมาตรฐานหรืองานรายงาน เพราะมีวิธีการทดสอบที่เป็นระบบและอธิบายได้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากโรงงานมีข้อร้องเรียนซ้ำหรือกลิ่นเกิดไม่แน่นอน การมี Electronic Nose ร่วมด้วยจะช่วยเติมข้อมูลด้านเวลาและแนวโน้ม ทำให้การชี้แจงมีภาพประกอบที่ครบขึ้น

ถ้าต้องการแก้ปัญหาระยะยาว

หากต้องการแก้ปัญหากลิ่นในระยะยาว โรงงานไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ข้อมูลหลายแบบร่วมกัน เช่น ใช้ Electronic Nose เพื่อติดตามกลิ่นต่อเนื่อง ใช้เครื่องตรวจวัดแบบเคลื่อนที่เพื่อสำรวจพื้นที่จริง และใช้ Sensory Test เพื่อยืนยันค่ากลิ่นจากแหล่งกำเนิดที่สำคัญ

แนวทางนี้ช่วยให้เห็นปัญหาครบทั้งด้านเวลา พื้นที่ และค่ากลิ่นจากจุดต้นเหตุ ทำให้การวางแผนจัดการกลิ่นแม่นยำกว่าการดูข้อมูลจากวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น

วิธีตรวจวัดกลิ่นที่เหมาะสม เริ่มจากการเข้าใจปัญหาหน้างาน

Sensory Test และ Electronic Nose ต่างมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหากลิ่น แต่ทำหน้าที่คนละแบบ Sensory Test เหมาะกับการประเมินตัวอย่างกลิ่นภายใต้กระบวนการมาตรฐาน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดกลิ่น งาน Compliance และการประเมินประสิทธิภาพระบบบำบัดกลิ่น

ส่วน Electronic Nose เหมาะกับการติดตามกลิ่นในพื้นที่จริงแบบต่อเนื่อง ช่วยให้โรงงานเห็นช่วงเวลาที่เกิดกลิ่น แนวโน้มของกลิ่น และความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นก่อนกลายเป็นข้อร้องเรียน เหมาะกับงานเฝ้าระวังรอบโรงงาน ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีปัญหากลิ่นเป็นช่วง ๆ

สำหรับโรงงานที่ต้องการจัดการกลิ่นอย่างจริงจัง วิธีที่ดีที่สุดมักไม่ใช่การถามว่า Sensory Test หรือ Electronic Nose ดีกว่ากัน แต่ควรถามว่า ปัญหานี้ต้องการข้อมูลแบบใด ต้องการตอบคำถามเรื่องแหล่งกำเนิด มาตรฐาน แนวโน้ม หรือข้อร้องเรียน และควรใช้ข้อมูลหลายวิธีร่วมกันอย่างไรให้เห็นภาพครบที่สุด

ENVI Sense สามารถช่วยวางแนวทางตรวจวัดและเฝ้าระวังกลิ่นให้เหมาะกับลักษณะปัญหาของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Sensory Test เพื่อประเมินเชิงมาตรฐาน การใช้ E-nose Station เพื่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง หรือการใช้เครื่องตรวจวัดกลิ่นแบบเคลื่อนที่เพื่อสำรวจพื้นที่จริงและวิเคราะห์แหล่งกำเนิดกลิ่นอย่างเป็นระบบ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. Sensory Test กับ Electronic Nose ต่างกันอย่างไร

Sensory Test ใช้มนุษย์ประเมินกลิ่นภายใต้กระบวนการควบคุม เหมาะกับงานเชิงมาตรฐานและการประเมินตัวอย่างกลิ่น ส่วน Electronic Nose ใช้เซนเซอร์ตรวจจับรูปแบบของกลิ่น เหมาะกับการเฝ้าระวังกลิ่นแบบต่อเนื่องและดูแนวโน้มในพื้นที่จริง

  1. Sensory Test ใช้แทน Electronic Nose ได้ไหม

ใช้แทนกันได้ไม่ทั้งหมด เพราะ Sensory Test ให้ข้อมูลจากตัวอย่างกลิ่นในช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง แต่ Electronic Nose เก็บข้อมูลได้ต่อเนื่องและช่วยดู Pattern ของกลิ่น หากปัญหากลิ่นเกิดเป็นช่วง ๆ หรือเกิดนอกเวลาตรวจวัด การใช้ E-nose จะช่วยให้เห็นภาพมากกว่า

  1. Electronic Nose ใช้แทน Sensory Test ได้ไหม

ไม่ควรมองว่าใช้แทนได้ทั้งหมด Electronic Nose เหมาะกับการเฝ้าระวังและวิเคราะห์แนวโน้ม แต่หากต้องการข้อมูลจากตัวอย่างกลิ่นเชิงมาตรฐาน หรืองานที่ต้องใช้ประกอบรายงานด้าน Compliance Sensory Test ยังมีบทบาทสำคัญกว่า

  1. โรงงานที่มีข้อร้องเรียนเรื่องกลิ่นควรเริ่มจากวิธีไหน

ควรเริ่มจากการประเมินลักษณะปัญหาก่อน หากต้องการตรวจสอบกลิ่นบริเวณปล่องระบาย หรือ Stack  อาจเริ่มด้วย Sensory Test แต่หากกลิ่นเกิดเป็นช่วง ๆ ไม่แน่นอนในแต่ละช่วงเวลา โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ใช้งานต้องการเข้าใจปัญหากลิ่น ควรพิจารณา E-nose Station หรือการเฝ้าระวังต่อเนื่องร่วมด้วย

  1. ถ้าต้องการตรวจวัดกลิ่นรอบชุมชน ควรใช้ Sensory Test หรือ Electronic Nose

หากต้องการติดตามกลิ่นรอบชุมชนแบบต่อเนื่อง Electronic Nose หรือระบบเฝ้าระวังกลิ่นจะเหมาะกว่า เพราะสามารถดูแนวโน้มและข้อมูลย้อนหลังได้ แต่หากต้องการประเมินตัวอย่างกลิ่นจากแหล่งกำเนิดเฉพาะ อาจใช้ Sensory Test ร่วมด้วย

  1. ใช้ Sensory Test และ Electronic Nose ร่วมกันได้หรือไม่

ใช้ร่วมกันได้ และมักให้ผลดีที่สุดในงานที่ซับซ้อน Electronic Nose ช่วยระบุช่วงเวลาและ Pattern ของกลิ่น ส่วน Sensory Test ช่วยประเมินตัวอย่างกลิ่นเชิงมาตรฐาน เมื่อนำข้อมูลทั้งสองด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน โรงงานจะเห็นภาพปัญหากลิ่นครบขึ้นทั้งด้านเวลา พื้นที่ และแหล่งกำเนิด

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *