กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศของไทยเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สองครั้งภายในเวลาไม่ถึงสองปี ทั้งกฎกระทรวงกลิ่น 2568 ที่บังคับใช้ไปแล้ว และ พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ผ่านรัฐสภาเมื่อพฤษภาคม 2569 สองกฎหมายนี้ครอบคลุมคนละมิติและมีบทลงโทษที่ต่างกัน แต่ทิศทางที่ชัดเจนร่วมกันคือภาครัฐกำลังเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเป็นการบังคับใช้จริง โรงงานที่ไม่มีข้อมูลการตรวจวัดกลิ่นรบกวนของตัวเองจึงอยู่ในสถานะที่รับมือกับทั้งการตรวจสอบและข้อร้องเรียนได้ยากกว่าที่ควรจะเป็น
กลิ่นโรงงานมีค่ามาตรฐานแล้ว กฎกระทรวง 2568 เปลี่ยนอะไรบ้าง
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568 บังคับใช้ตั้งแต่พฤษภาคม 2568 ยกเลิกกฎเดิมที่ใช้มาเกือบ 20 ปี และครอบคลุมโรงงาน 24 ประเภทที่มีโอกาสปล่อยกลิ่นจากกระบวนการผลิต กฎหมายฉบับนี้กำหนดค่าความเข้มกลิ่นที่ริมรั้วโรงงานไม่เกิน 10–15 OU/m³ แบ่งตามพื้นที่ตั้ง และห้ามโรงงานใช้วิธีเจือจางอากาศเพื่อให้ค่ากลิ่นดูต่ำลง ต้องบำบัดที่แหล่งกำเนิดจริงเท่านั้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปจากกฎหมายเดิมคือโรงงานไม่สามารถชี้แจงด้วยคำพูดได้อีกต่อไป แต่ต้องมีผลการตรวจวัดที่เป็นตัวเลขจริงรองรับ เพราะกฎหมายกำหนดให้ใช้ Sensory Test เป็นวิธีตรวจวัดหลักเมื่อมีการตรวจสอบ โรงงานที่อยู่ในกลุ่ม 24 ประเภทและยังไม่เคยมีข้อมูลนี้จึงอยู่ในสถานะที่เสี่ยงกว่าที่คิด หากถูกตรวจสอบหรือมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่การทดสอบกลิ่นด้วย Sensory Test ตามเกณฑ์ที่กฎกระทรวง 2568 ระบุกลายเป็นเรื่องที่โรงงานหลีกเลี่ยงไม่ได้

พ.ร.บ.อากาศสะอาดคืออะไร และกระทบโรงงานอย่างไร
พฤษภาคม 2569 พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้แค่ยกระดับมาตรฐาน แต่เปลี่ยนหลักการพื้นฐานของการรับผิดชอบมลพิษ จากเดิมที่เน้นการขอความร่วมมือ เป็น “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” ซึ่งมีผลต่อโรงงานใน 3 มิติหลัก ดังนี้
-
โทษปรับเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า
กฎหมายเดิมโทษปรับอยู่ในระดับหลักแสน ซึ่งหลายโรงงานมองเป็นแค่ต้นทุนที่คุ้มเสี่ยง พ.ร.บ.อากาศสะอาดปรับโทษขึ้นสูงสุดถึง 50-100 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานและเพิกเฉยต่อคำสั่งแก้ไข ตัวเลขนี้เปลี่ยนสมการความเสี่ยงของโรงงานโดยสิ้นเชิง
-
บังคับติด Sensor Real-time ส่งข้อมูลเข้า กรอ. โดยตรง
โรงงานขนาดกลางขึ้นไปต้องติดตั้งเครื่องตรวจวัดมลพิษที่ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของกรมโรงงานอุตสาหกรรมแบบ Real-time หากปิดเครื่องหรือแก้ไขข้อมูล มีความผิดอาญาทันที ซึ่งต่างจากเดิมที่โรงงานควบคุมข้อมูลการตรวจวัดได้เองทั้งหมด
-
ความรับผิดขยายกว้างกว่าเดิมมาก
นอกจากโรงงานในฐานะแหล่งกำเนิดมลพิษโดยตรง กฎหมายยังขยายความรับผิดไปถึงเจ้าของที่ดิน ผู้ออกแบบและติดตั้งระบบควบคุมมลพิษ รวมถึงสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ

ปัญหากลิ่นรบกวนเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
- โรงงานและผู้ประกอบการ มีหน้าที่ควบคุมแหล่งกำเนิดกลิ่นและต้องมีข้อมูลพร้อมชี้แจงเมื่อถูกตรวจสอบ ภายใต้กฎหมายใหม่ความรับผิดชอบนี้หนักขึ้นและพิสูจน์ได้ยากขึ้นหากไม่มีข้อมูลจริงรองรับ
- ชุมชนโดยรอบ คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นผู้แจ้งเบาะแสสำคัญ ภายใต้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาดที่รัฐรับรอง ทำให้ข้อร้องเรียนจากชุมชนมีน้ำหนักทางกฎหมายมากขึ้นกว่าเดิม
- หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาลหรือสำนักงานเขต มีอำนาจสั่งให้แก้ไขเหตุรำคาญตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข และเป็นด่านแรกที่รับเรื่องร้องเรียนจากชุมชน
- กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานและรับข้อมูลจากระบบ Sensor Real-time โดยตรง ทำให้การตรวจสอบเชิงรุกเป็นไปได้โดยไม่ต้องรอรับเรื่องร้องเรียนเหมือนเดิม
- ผู้ให้บริการตรวจวัดกลิ่น มีบทบาทในการแปลงปัญหาที่จับต้องยากอย่างกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลที่โรงงานนำไปชี้แจงต่อหน่วยงานและชุมชนได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กฎหมายใหม่เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น
ENVI Sense ให้บริการการตรวจวัดกลิ่นรบกวน ค้นหาสาเหตุ และวางแผนแก้ไขปัญหากลิ่น เพื่อให้โรงงานมีข้อมูลพร้อมรับมือทั้งกฎกระทรวง 2568 และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- พ.ร.บ.อากาศสะอาดบังคับใช้แล้วหรือยัง
บังคับใช้แล้วครับ ผ่านรัฐสภาพฤษภาคม 2569 - โทษปรับต่างจากกฎหมายเดิมอย่างไร
กฎหมายเดิมโทษปรับอยู่หลักแสน พ.ร.บ.อากาศสะอาดปรับขึ้นสูงสุด 50-100 ล้านบาทสำหรับผู้ที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานและไม่แก้ไข - Sensor Real-time บังคับโรงงานทุกประเภทไหม
บังคับโรงงานขนาดกลางขึ้นไป รายละเอียดขนาดและประเภทที่เข้าข่ายต้องติดตามประกาศจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้ง - ต่างจากกฎกระทรวง 2568 อย่างไร
กฎกระทรวง 2568 ควบคุมเฉพาะกลิ่น 24 ประเภทโรงงาน ส่วน พ.ร.บ.อากาศสะอาดครอบคลุมมลพิษทางอากาศทุกประเภท โทษหนักกว่า และขยายความรับผิดกว้างกว่า - โรงงานควรเตรียมตัวอย่างไร
เริ่มจากการมีข้อมูลกลิ่นของตัวเองก่อน เพราะเมื่อถูกตรวจสอบหรือมีข้อร้องเรียน โรงงานที่มีข้อมูลพร้อมจะชี้แจงได้ทันทีและลดความเสี่ยงได้มากกว่า
